04 Jun 2007 No Comments
การตำหนิว่ากล่าวเด็กทำให้เด็กท้อถอย สิ้นหวังและอ่อนแอ ควรให้เด็กกล้าหาญต่อข้อบกพร่องหรือความผิดพลาด ทุกสิ่งทุกอย่างทำมาจากพลังความเข้มแข็ง ไม่ได้ทำจากความอ่อนแอ
น้องชาลีอายุแปดขวบกำลังเขียนจดหมายถึงคุณยาย พอเขียนจบคุณแม่ก็ขอดู ชาลีไม่สู้เต็มใจนักแต่ก็ต้องส่งจดหมายให้คุณแม่ดู “นี่ชาลี ลายมือลูกนี่แย่จริง ๆ เขียนโย้ไปเย้มาไม่ตรงบรรทัดเลย สะกดผิดตั้งหลายคำ คำ ๆ นี้เขาสะกดอย่างนี้” คุณแม่ฆ่าคำผิดและแก้ให้ใหม่ และบอกให้ชาลีคัดใมห่ ชาลีเขียนจดหมายอีกครั้งและก็สะกดคำอื่นผิดอีก คุณแม่บ่นพลางแก้ให้ใหม่” ชาลีคัดจดหมายฉบับเดียวนั้นหลายครั้ง ในที่สุดขยี้จดหมายทิ้งแล้วร้องให้ คุณแม่ออกคำสั่ง “ชาลี หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ ไม่เห็นเป็นเรื่องเลย ออกไปทำอะไรอย่างอื่นสักพักแล้วกลับมาเขียนใหม่”
การที่เราเน้นถึงความผิดความบกพร่องของเด็กนี้เป็นผลร้ายอย่างใหญ่หลวง ชาลีกำลังชื่นชมกับการเขียนจดหมายถึงคุณยาย และคุณยายก็คงชื่นอกชื่นใจที่ได้รับจดหมายจากหลาน เขียนผิด ๆ ถูก ๆ ก็คงชื่นใจอยู่นั่นเอง แต่มาบัดนี้ชาลีเกลียดจดหมาย เกลียดการเขียนจดหมายเพราะมันทำให้ชาลีเจ็บช้ำน้ำใจ
ขณะที่คุณแม่เน้นย้ำแต่เรื่องความผิดความบกพร่อง เธอผลักดันลูกชาย จากทางด้านบวกมาสู่ด้านลบ เลยกลายเป็นเด็กเกรงกลัวความผิดพลาด ความกลัวนี่เองบีบคั้นให้ชาลีทำผิดพลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความท้อถอยหมดกำลังใจ นี่คือ ผลร้ายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น ถ้าเราไปสนใจอยู่แต่กับความผิดพลาด ก็เท่ากับไปทำให้ลูกของเราท้อถอยหมดกำลังใจ
คนเรานั้นไม่สามารถจะทำสิ่งใดได้จากความอ่อนแอ แต่ทำสิ่งต่าง ๆ ได้จากพลังความเข้มแข็งต่างหาก
ลองคิดดูว่าชาลีจะได้ประโยชน์สักเพียงใดถ้าหากคุณแม่ชมว่าเป็นเด็กดี อุตส่าห์นึกถึงคุณยายจึงเขียนจดหมายถึงคุณยาย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชาลีมีความภาคภูมิใจและมีความสุข ต่อไปชาลีจะเป็นเด็กที่มีน้ำใจและน่ารัก
คุณแม่อาจมองดูจดหมายและชมว่าตัวอักษรตัวนั้นตัวนี้เขียนสวย ชาลีเรียนได้มากแล้ว ชาลีก็คงมีกำลังใจที่จะเขียนหนังสือให้สวยยิ่งขึ้น เกิดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง คำที่สะกดผิดก็ควรผ่านไปก่อน เพราะชาลีเพียงต้องการคุยกับคุณยายเท่านั้น แต่คุณแม่หวังมากเกินไป
อาจเป็นเพราะเรามีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับลูกมาก เฝ้าดูแลว่าลูกจะทำอะไรผิดบ้าง แล้วก็รีบร้อนแก้ไขมันทันทีทันใด ระบบการอบรมลูกที่ยึดถือกันโดยทั่วไปคือ การฝึกเด็กไม่ให้ทำผิดและทำในสิ่งที่ดีงาม ลองหยุดคิดกันสักนิดก็จะรู้ว่าเราทุกคนเดินตามความมุ่งหมายของตัวเอง ถ้าเรามุ่งไปที่ความผิดเราก็จะลงเอยไปที่ความผิด แต่ถ้าเราสนใจว่าลูกของเราทำอะไรดีและถูก แสดงให้ลูกเห็นว่าเราเชื่อมั่นในความสามารถของลูก ส่งเสริมให้กำลังใจลูก ความผิดความชั่วต่าง ๆ มันตายไปเอง เพราะไม่มีใครไปส่งเสริมมัน
เราจึงควรมีความกล้าหาญพอที่จะมีความบกพร่องและยอมให้ลูก ๆ มีความบกพร่องบ้างเช่นเดียวกัน ด้วยวิธีนี้เราจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก้าวหน้าและเติบโต
ลูก ๆ ของเราจะมีความกล้าและสามารถเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่ไปหาข้อบกพร่องแต่นำลูกไปในทางบวก เช่น “มันผิดพลาดไปแล้ว เรามาคิดแก้ไขกันอย่างไรต่อไปดี” เรานำเด็กให้ก้าวต่อไปและหนุนให้เขากล้าหาญ การทำผิดนั้นย่อมไม่สำคัยเท่ากับต้องคิดว่าจะแก้ไขอย่างไรดีกับเรื่องที่ผิดไปแล้ว
ที่มา : หนังสือ เมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 2
by Lukjeab's Mom in Children Trick
04 Jun 2007 No Comments
การงดตำหนิติเตียน จะทำให้เด็กผิดน้อยลง
การตำหนิว่ากล่าวเด็กทำให้เด็กท้อถอย สิ้นหวังและอ่อนแอ ควรให้เด็กกล้าหาญต่อข้อบกพร่องหรือความผิดพลาด ทุกสิ่งทุกอย่างทำมาจากพลังความเข้มแข็ง ไม่ได้ทำจากความอ่อนแอ
น้องชาลีอายุแปดขวบกำลังเขียนจดหมายถึงคุณยาย พอเขียนจบคุณแม่ก็ขอดู ชาลีไม่สู้เต็มใจนักแต่ก็ต้องส่งจดหมายให้คุณแม่ดู
“นี่ชาลี ลายมือลูกนี่แย่จริง ๆ เขียนโย้ไปเย้มาไม่ตรงบรรทัดเลย สะกดผิดตั้งหลายคำ คำ ๆ นี้เขาสะกดอย่างนี้”
คุณแม่ฆ่าคำผิดและแก้ให้ใหม่ และบอกให้ชาลีคัดใมห่ ชาลีเขียนจดหมายอีกครั้งและก็สะกดคำอื่นผิดอีก คุณแม่บ่นพลางแก้ให้ใหม่”
ชาลีคัดจดหมายฉบับเดียวนั้นหลายครั้ง ในที่สุดขยี้จดหมายทิ้งแล้วร้องให้ คุณแม่ออกคำสั่ง
“ชาลี หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ ไม่เห็นเป็นเรื่องเลย ออกไปทำอะไรอย่างอื่นสักพักแล้วกลับมาเขียนใหม่”
การที่เราเน้นถึงความผิดความบกพร่องของเด็กนี้เป็นผลร้ายอย่างใหญ่หลวง ชาลีกำลังชื่นชมกับการเขียนจดหมายถึงคุณยาย และคุณยายก็คงชื่นอกชื่นใจที่ได้รับจดหมายจากหลาน เขียนผิด ๆ ถูก ๆ ก็คงชื่นใจอยู่นั่นเอง แต่มาบัดนี้ชาลีเกลียดจดหมาย เกลียดการเขียนจดหมายเพราะมันทำให้ชาลีเจ็บช้ำน้ำใจ
ขณะที่คุณแม่เน้นย้ำแต่เรื่องความผิดความบกพร่อง เธอผลักดันลูกชาย จากทางด้านบวกมาสู่ด้านลบ เลยกลายเป็นเด็กเกรงกลัวความผิดพลาด ความกลัวนี่เองบีบคั้นให้ชาลีทำผิดพลาดมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความท้อถอยหมดกำลังใจ นี่คือ ผลร้ายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น ถ้าเราไปสนใจอยู่แต่กับความผิดพลาด ก็เท่ากับไปทำให้ลูกของเราท้อถอยหมดกำลังใจ
คนเรานั้นไม่สามารถจะทำสิ่งใดได้จากความอ่อนแอ แต่ทำสิ่งต่าง ๆ ได้จากพลังความเข้มแข็งต่างหาก
ลองคิดดูว่าชาลีจะได้ประโยชน์สักเพียงใดถ้าหากคุณแม่ชมว่าเป็นเด็กดี อุตส่าห์นึกถึงคุณยายจึงเขียนจดหมายถึงคุณยาย เพียงแค่นี้ก็ทำให้ชาลีมีความภาคภูมิใจและมีความสุข ต่อไปชาลีจะเป็นเด็กที่มีน้ำใจและน่ารัก
คุณแม่อาจมองดูจดหมายและชมว่าตัวอักษรตัวนั้นตัวนี้เขียนสวย ชาลีเรียนได้มากแล้ว ชาลีก็คงมีกำลังใจที่จะเขียนหนังสือให้สวยยิ่งขึ้น เกิดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง คำที่สะกดผิดก็ควรผ่านไปก่อน เพราะชาลีเพียงต้องการคุยกับคุณยายเท่านั้น แต่คุณแม่หวังมากเกินไป
อาจเป็นเพราะเรามีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับลูกมาก เฝ้าดูแลว่าลูกจะทำอะไรผิดบ้าง แล้วก็รีบร้อนแก้ไขมันทันทีทันใด ระบบการอบรมลูกที่ยึดถือกันโดยทั่วไปคือ การฝึกเด็กไม่ให้ทำผิดและทำในสิ่งที่ดีงาม ลองหยุดคิดกันสักนิดก็จะรู้ว่าเราทุกคนเดินตามความมุ่งหมายของตัวเอง ถ้าเรามุ่งไปที่ความผิดเราก็จะลงเอยไปที่ความผิด แต่ถ้าเราสนใจว่าลูกของเราทำอะไรดีและถูก แสดงให้ลูกเห็นว่าเราเชื่อมั่นในความสามารถของลูก ส่งเสริมให้กำลังใจลูก ความผิดความชั่วต่าง ๆ มันตายไปเอง เพราะไม่มีใครไปส่งเสริมมัน
เราจึงควรมีความกล้าหาญพอที่จะมีความบกพร่องและยอมให้ลูก ๆ มีความบกพร่องบ้างเช่นเดียวกัน ด้วยวิธีนี้เราจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก้าวหน้าและเติบโต
ลูก ๆ ของเราจะมีความกล้าและสามารถเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่ไปหาข้อบกพร่องแต่นำลูกไปในทางบวก เช่น “มันผิดพลาดไปแล้ว เรามาคิดแก้ไขกันอย่างไรต่อไปดี” เรานำเด็กให้ก้าวต่อไปและหนุนให้เขากล้าหาญ การทำผิดนั้นย่อมไม่สำคัยเท่ากับต้องคิดว่าจะแก้ไขอย่างไรดีกับเรื่องที่ผิดไปแล้ว
ที่มา : หนังสือ เมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 2
by Lukjeab's Mom in Children Trick