ใช้การกระทำ อย่าใช้คำพูด

การอธิบายชี้แจงอบรมสั่งสอนคือคำเทศนา เด็กจะทำเป็นหูทวนลม การดุด่าว่ากล่าวคือการลงโทษ จะทำให้เด็กยิ่งต่อต้านคิดแค้น การกระทำอย่างหนักแน่นมั่นคงและยิ้มแย้มคือคำตอบ

น้องจุ้ยอายุห้าขวบ ปีนขึ้นไปบนรถเข็นของซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วปีนขึ้นไปที่ราวเหล็กที่กั้นและขึ้นไปนั่งบนเหล็กหมุนสำหรับคนเดินเข้าไปซื้อของ
“น้องจุ้ย ลงมาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวตกลงมานะ” คุณแม่เรียกพลางดึงรถเข็นมาหนึ่งคัน ส่วนพ่อลูกชายดึงตัวขึ้นไปนั่งทำหน้าทะเล้นอยู่บนเหล็กหมุน กันไม่ให้สตรีอีกคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามา คุณแม่คงเรียก
“น้องจุ้ย ลงมาเดี๋ยวนี้หลีกทางให้คุณน้าเข้าหน่อย” น้องจุ้ยไต่ลงมาแล้วไปลากรถเข็นคันโน้นคันนี้เล่นวุ่นวาย คุณแม่ร้องเรียก
“น้องจุ้ยมานี่” คุณแม่คงเข็นรถเข้าไปคนเดียว น้องจุ้ยเล่นอยู่กับราวเหล็กกั้นและเหล็กหมุนจนกระทั่งคุณแม่ซื้อของเสร็จและเดินไปตามลูกเพื่อจะกลับบ้าน

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ไปคิดว่าคำพูดนั้นนำมาลงโทษได้ แต่ถ้าลูกยังไม่ยอมเชื่อฟัง คุณพ่อคุณแม่ก็มักเป็นผู้ถอยในแง่ยุทธศาสตร์ ลูกจึงกลายเป็นผู้ชนะที่ขาดการควบคุม ขาดการเหนี่ยวรั้ง และขาดการศึกษา จึงไม่เกิดผลอะไรเลยที่จะฝึกฝนให้ลูกร่วมมือเชื่อฟัง คุณพ่อคุณแม่เองไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้ และในโอกาสต่อไปก็ยิ่งพยายามเป็นสองเท่าที่จะ “สอน” ลูกโดย “ชี้แจงเหตุผลกับลูก” ซึ่งได้ผลเหมือนเดิม

เพื่อจะดึงตัวเองให้ออกมาจากภาวการณ์นั้น เราต้องหัดเอาการกระทำมาใช้แทนคำพูด เราควรยึดถือภาษิตที่ว่า “ขณะที่มีการโต้แย้งเกิดขึ้น หุบปากแน่นและลงมือใช้การกระทำ”

น้องจุ้ยเป็นโรคหูหนวกเสียงคุณแม่หรือทำหูทวนลม คุณแม่ควรปิดปากแน่นแล้วใช้การกระทำ แต่แทนที่จะทำดังกล่าว คุณแม่หวังจะให้ลูกเชื่อฟังโดยขู่ว่าจะเกิดอันตราย เมื่อคุณแม่เห็นว่าคำพูดของเธอไม่ได้ผล เธอถอย ปล่อยให้น้องจุ้ยกลายเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องมีขอบเขตอะไรเลย และในตอนจบคุณแม่มาบอกลูกว่ากลับบ้านได้แล้ว และลูกไม่ได้รับโทษทัณฑ์อะไรเลย ดูเหมือนกับว่าน้องจุ้ยมีคุณแม่ที่ได้รับการฝึกฝนไว้เป็นอย่างดีที่จะรับใช้ลูก ไม่ใช่คุณแม่ฝึกฝนลูกให้มีความประพฤติดี

การประพฤติไม่ดีของเด็ก ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้นพบบ่อยจนกระทั่งถือกันว่าเป็นเรื่องธรรมดา ความจริงแล้วร้านขายของนั้นไม่ใช่สนามเด็กเล่น เด็กควรจะได้รับการฝึกฝนให้เข้าใจความแตกต่างข้อนี้ และประพฤติในทางที่ควร

ก่อนเข้าไปในร้าน คุณแม่อาจพูดว่า “น้องจุ้ย ในร้านขายของไม่ใช่สนามเด็กเล่น ลูกเดินไปด้วยกันกับแม่และเราเข้าไปช่วยกันหยิบของที่จะซื้อ”

เมื่อลูกกระโดดขึ้นไปบนรถเข็น คุณแม่ต้องดึงลูกลงมาจากรถเข็นทันที ลากตัวออกจากร้านมาที่รถยนต์ “แม่เสียใจที่ลูกไม่อยากประพฤติให้ดีในร้านขายของ ลูกคอยแม่ที่ในรถยนต์ดีกว่า”

ด้วยการกระทำที่มั่นคง คุณแม่สามารถทำให้น้องจุ้ยทราบได้ว่าคุณแม่เอาจริง และคุณแม่ดำเนินการต่อไปอีกคือ เมื่อไปซื้อของคราวหน้าจะไม่เอาลูกไปด้วย แต่โดยมีเงื่อนไขว่าจะไปกับคุณแม่ได้ถ้าเขาคิดว่าพร้อมที่จะประพฤติตัวดี คุณแม่ต้องข่มใจที่จะไม่ใช้คำพูดดุหรือขู่ลูก เช่น”ถ้าลูกไม่ประพฤติตัวให้ดี แม่จะให้ลูกอยู่ในรถ ลูกคงไม่อยากเกิดเรื่องอย่างนั้นใช่ไหม ลูกจะต้องประพฤติตัวให้ดีใช่ไหม” ลูกเขาไม่ฟังแน่

ที่มา : หนังสือเมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 2