14 May 2007 No Comments
เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสำคัญมากครับ ถ้าจะพัฒนาเด็ก สิ่งที่ต้องระมัดระวังคืออารมณ์ตัวเราเอง นั่นหมายถึงเรากำลังพูดถึง EQ ของตัวเราเองด้วย ให้ระวังอย่าใส่อารมณ์กับลูกโดยไม่จำเป็น จริง ๆ แล้วการใส่อารมณ์กับเด็กไม่มีความจำเป็นสักเรื่องเดียว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเผลอใส่อารมณ์ดุลูก ตีหรือว่าลูก
สิ่งเหล่านี้ทำแล้วมีผลลบ เพราะขณะที่ใส่อารมณ์กับเด็ก เหตุผลความคิดอ่านจะไม่เกิด สมมติเรากำลังเอ็ดตะโรใส่ลูก ถึงแม้ว่าเราจะพูดเรื่องดี ๆ สิ่งที่เด็กจะรู้สึกคือกลัว ตกใจ และหูเด็ก จะไม่เปิดรับความคิดอ่านที่พ่อแม่สอนเลย ตากับใจเด็กจะรับแต่ภาพและรู้สึกกลัวตกใจ ความรู้ไม่เข้า เข้าแต่อารมณ์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวัง
เราจะพัฒนาลูกด้วย EQ ของเรา ด้วยความนิ่งในใจเรา ใช้ปัญญาของเราพัฒนาลูก แล้วเด็กจะเติบโตมาด้วยอารมณ์ที่ดี และมีความเข้าใจเหตุผลที่ครบถ้วนสมบูรณ์
เราไม่จำเป็นต้องตีลูก เด็กพัฒนาได้โดยไม่ต้องตี เพียงแต่เราใช้การสื่อสารที่ดีและมีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น เด็กเล็กกะเปี๊ยก เวาลาที่เราจะห้ามเขา พอเราเอ่ยปากบอกเขาว่า “ไม่ ไม่ทำ” เราก็ชักสีหน้าสักหน่อย เป็นสัญญาณให้เขารู้ว่าพ่อแม่เอาจริงนะลูก เปลี่ยนน้ำเสียงนิดนึง “ไม่ได้นะลูก” เด็กก็จะเริ่มรับสัญญาณได้ว่าตรงนี้มีการสื่อสารที่ต่างไปจากปกติแล้วคือเสียงเข้มขึ้น เสร็จแล้วไปจับเด็กให้หยุดในพฤติกรรมที่ต้องการให้เด็กหยุด อดทนทำสักพัก บางทีอาจเป็นเดือน จนเด็กเริ่มเข้าใจว่าการสื่อสารแบบนี้หมายถึง การสื่อสารเชิงคำสั่ง พ่อแม่ต้องการให้หนูยุติการกระทำของหนูทันที
พอทำจนเด็กเข้าใจ ตอนนี้ก็ง่ายแล้วครับ แล้วลดสัญญาณการชักสีหน้าลงนะครับ สุดท้ายเหลือแค่คำพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ “ไม่ได้นะลูก” ด้วยสายตาจริงจังหน่อย เท่านี้เองเด็กก็จะรู้แล้ว
ตอนหลังง่ายขึ้นไปอีก คือตกลงกับเขาก่อน ถ้าจะไปข้างนอก ตกลงไว้ก่อนว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ แล้วปล่อยเขา ตรงนี้จะได้เห็นศักยภาพในการควบคุมตัวเองของเด็ก เช่นตกลงไว้ว่าวันนี้ไปข้างนอก จะไม่มีการหยอดตู้เกมเด็ดขาด เอาสตางค์ใส่กระเป๋าให้เขา (ยั่วเขาสักหน่อย) แล้วไปถึงไม่ห้าไม่ยุ่งอะไรทั้งนั้น ปรากฎว่าเด็กห้ามใจตัวเองได้ พอกลับบ้านเราก็รีบชมเขา “ดีมากลูก บังคับตัวเองได้ ทำตามที่สัญญาไว้”
วันไหนเขาพลาด รบเร้ามาก ๆ เราก็บอกว่า “สัญญาไว้แล้วนะ” ในที่สุดเด็กจะเรียนรู้กฎเกณฑ์เป็นกฎเกณฑ์สั้น ๆ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมง แต่จะเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะในอนาคตเขาจะต้องเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์ยาว ๆ
เทคนิคพวกนี้พัฒนาเด็กได้โดยไม่ต้องตีเด็ก การตีเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่บอกให้เด็กรู้ว่าครั้งนี้ พ่อแม่เอาจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีสัญลักษณ์ของการสื่อสารประเภทอื่นที่บอกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงก็นำมาใช้ได้ การตีเป็นการกำกับเด็กโดยใช้อำนาจบาตรใหญ่ ถือว่าเราตัวใหญ่ตีเขาได้ ใช้อำนาจอย่างเดียว ถ้าเรามีเครื่องมืออื่นคือ เหตุผล ความเหมาะสม มันก็ดีกว่าใช้อำนาจ เด็กเลี้ยงให้ดีไม่ต้องตีก็ได้ดี
ที่มา : หนังสือ เสริมสร้าง IQ EQ ให้ลูกวัยเรียน
***ตกลงสรุปว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพัฒนาอีคิวไปพร้อม ๆ กับลูกด้วย มันจะยากก็ตรงนี้แหละ บางเวลามันควบคุมอารมณ์ตัวเองลำบากจริง ๆ ***
by Lukjeab's Mom in Children Trick
14 May 2007 No Comments
การพัฒนา EQ ไปพร้อมกันทั้งครอบครัว
เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสำคัญมากครับ ถ้าจะพัฒนาเด็ก สิ่งที่ต้องระมัดระวังคืออารมณ์ตัวเราเอง นั่นหมายถึงเรากำลังพูดถึง EQ ของตัวเราเองด้วย ให้ระวังอย่าใส่อารมณ์กับลูกโดยไม่จำเป็น จริง ๆ แล้วการใส่อารมณ์กับเด็กไม่มีความจำเป็นสักเรื่องเดียว แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเผลอใส่อารมณ์ดุลูก ตีหรือว่าลูก
สิ่งเหล่านี้ทำแล้วมีผลลบ เพราะขณะที่ใส่อารมณ์กับเด็ก เหตุผลความคิดอ่านจะไม่เกิด สมมติเรากำลังเอ็ดตะโรใส่ลูก ถึงแม้ว่าเราจะพูดเรื่องดี ๆ สิ่งที่เด็กจะรู้สึกคือกลัว ตกใจ และหูเด็ก จะไม่เปิดรับความคิดอ่านที่พ่อแม่สอนเลย ตากับใจเด็กจะรับแต่ภาพและรู้สึกกลัวตกใจ ความรู้ไม่เข้า เข้าแต่อารมณ์ เพราะฉะนั้นเราจะต้องระมัดระวัง
เราจะพัฒนาลูกด้วย EQ ของเรา ด้วยความนิ่งในใจเรา ใช้ปัญญาของเราพัฒนาลูก แล้วเด็กจะเติบโตมาด้วยอารมณ์ที่ดี และมีความเข้าใจเหตุผลที่ครบถ้วนสมบูรณ์
เราไม่จำเป็นต้องตีลูก เด็กพัฒนาได้โดยไม่ต้องตี เพียงแต่เราใช้การสื่อสารที่ดีและมีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น เด็กเล็กกะเปี๊ยก เวาลาที่เราจะห้ามเขา พอเราเอ่ยปากบอกเขาว่า “ไม่ ไม่ทำ” เราก็ชักสีหน้าสักหน่อย เป็นสัญญาณให้เขารู้ว่าพ่อแม่เอาจริงนะลูก เปลี่ยนน้ำเสียงนิดนึง “ไม่ได้นะลูก” เด็กก็จะเริ่มรับสัญญาณได้ว่าตรงนี้มีการสื่อสารที่ต่างไปจากปกติแล้วคือเสียงเข้มขึ้น เสร็จแล้วไปจับเด็กให้หยุดในพฤติกรรมที่ต้องการให้เด็กหยุด อดทนทำสักพัก บางทีอาจเป็นเดือน จนเด็กเริ่มเข้าใจว่าการสื่อสารแบบนี้หมายถึง การสื่อสารเชิงคำสั่ง พ่อแม่ต้องการให้หนูยุติการกระทำของหนูทันที
พอทำจนเด็กเข้าใจ ตอนนี้ก็ง่ายแล้วครับ แล้วลดสัญญาณการชักสีหน้าลงนะครับ สุดท้ายเหลือแค่คำพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ “ไม่ได้นะลูก” ด้วยสายตาจริงจังหน่อย เท่านี้เองเด็กก็จะรู้แล้ว
ตอนหลังง่ายขึ้นไปอีก คือตกลงกับเขาก่อน ถ้าจะไปข้างนอก ตกลงไว้ก่อนว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ แล้วปล่อยเขา ตรงนี้จะได้เห็นศักยภาพในการควบคุมตัวเองของเด็ก เช่นตกลงไว้ว่าวันนี้ไปข้างนอก จะไม่มีการหยอดตู้เกมเด็ดขาด เอาสตางค์ใส่กระเป๋าให้เขา (ยั่วเขาสักหน่อย) แล้วไปถึงไม่ห้าไม่ยุ่งอะไรทั้งนั้น ปรากฎว่าเด็กห้ามใจตัวเองได้ พอกลับบ้านเราก็รีบชมเขา “ดีมากลูก บังคับตัวเองได้ ทำตามที่สัญญาไว้”
วันไหนเขาพลาด รบเร้ามาก ๆ เราก็บอกว่า “สัญญาไว้แล้วนะ” ในที่สุดเด็กจะเรียนรู้กฎเกณฑ์เป็นกฎเกณฑ์สั้น ๆ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมง แต่จะเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะในอนาคตเขาจะต้องเผชิญหน้ากับกฎเกณฑ์ยาว ๆ
เทคนิคพวกนี้พัฒนาเด็กได้โดยไม่ต้องตีเด็ก การตีเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการสื่อสารที่บอกให้เด็กรู้ว่าครั้งนี้ พ่อแม่เอาจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีสัญลักษณ์ของการสื่อสารประเภทอื่นที่บอกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงก็นำมาใช้ได้ การตีเป็นการกำกับเด็กโดยใช้อำนาจบาตรใหญ่ ถือว่าเราตัวใหญ่ตีเขาได้ ใช้อำนาจอย่างเดียว ถ้าเรามีเครื่องมืออื่นคือ เหตุผล ความเหมาะสม มันก็ดีกว่าใช้อำนาจ เด็กเลี้ยงให้ดีไม่ต้องตีก็ได้ดี
ที่มา : หนังสือ เสริมสร้าง IQ EQ ให้ลูกวัยเรียน
***ตกลงสรุปว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพัฒนาอีคิวไปพร้อม ๆ กับลูกด้วย มันจะยากก็ตรงนี้แหละ บางเวลามันควบคุมอารมณ์ตัวเองลำบากจริง ๆ ***
by Lukjeab's Mom in Children Trick