09 May 2007 No Comments
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์
ลูกในช่วงอายุ 2-3 ปี เป็นเด็กเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็จะร้อง ไม่พอใจก็ต้องกรี๊ด และตีคุณแม่กลับด้วย เป็นเด็กที่รออะไรไม่ค่อยได้
ลูกกรี๊ดหรือร้องไห้ หมออยากเรียนไว้ว่า เรามีคาถาอยู่บทหนึ่ง “อย่ากลัวเสียงร้องของลูก” คุณพ่อคุณแม่หลายท่านพอลูกร้องกรี๊ด ก็มือไม้อ่อน ลูกอยากได้อะไรก็ให้หมดเพราะว่ากลัว พ่อแม่กลัวแล้ว อย่าร้องเลยลูก
วิธีการ นอกจากไม่กลัวเสียงกรี๊ดแล้ว ต้องมองเห็นว่า เสียงกรี๊ดนั้นคือเสียงเรียกร้องของหนูน้อยที่ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
ถ้าลูกขวบครึ่ง เราก็ยังทำใจยอมรับได้อยู่
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูก 3 1/2 ขวบแล้วก็ยังกรี๊ด หมออยากแสดงมาตรฐานจุดยืนว่า อนุญาตให้กรี๊ดได้อีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ เราต้องรีบจัดการ โดยที่เขากรี๊ดแล้วขว้างของหรือตีคุณแม่ หรือกรี๊ดเฉย ๆ ก็ไม่ต้องสนใจ “หนูอารมณ์ไม่ดี โมโหแบบนี้ คุณแม่ยังไม่คุยด้วย” แล้วเดินออกไป
+ ถ้าเด็กกรี๊ดแล้วดูพอจะมีเหตุผล เช่น เจ็บมาก ก็เข้าไปดูลูกหรือถ้าใครทำอะไรเขาก็เข้าไปจัดการปัญหาตรงนั้น
+ ถ้าเด็กกรี๊ดเอาสนุก เอาชนะพ่อแม่ ให้เฉย ๆ แล้วเดินออกไป “ถ้าหนูหายโมโห หนูหายอารมณ์เสีย คุณแม่จะรอ เดี๋ยวไปกินไอติมกันดีกว่า หรือไปเล่นกันดีกว่า” ถ้าเขาเงียบ “หายโมโหแล้ว ไปเล่นกันดีกว่า” ไม่ต้องไปเท้าความว่าทำไมถึงกรี๊ด ให้เรื่องจบอยู่แค่นั้น
+ ถ้าขว้างของให้หยิบของออกให้พ้นมือ
+ ถ้าทุบตีคนอื่น จับมือให้แน่น ๆ อย่าให้เขาทำ ถ้าทำอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย เด็กดิ้นทุรนทุราย อาจจะต้องโอบให้แน่น ๆ รัดไว้แน่น ๆ ไม่ต้องตอบโต้ ไม่ต้องตีคืน
เด็กกรี๊ดแล้วไม่ได้ดังใจ จะเกิดอะไรขึ้น เด็กจะยิ่งกรี๊ดดังกว่าเดิม จนกระทั่งเหนื่อย อาจจะร้องไห้จนหลับไป คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าไปเสียใจ อาจหลบไปร้องไห้คู่ขนานก็ได้ แต่มีผนังกั้นอย่าให้ลุกเห็น อย่าเพิ่งดีใจว่าลูกจะหายจากกรี๊ดนะคะ เพราะวันรุ่งขึ้นเด็กจะกรี๊ดอีกรอบ
เด็กจะเข้านอนพร้อมกับความรู้สึกว่าพรุ่งนี้เอาใหม่ เอาให้ดังกว่าเดิม ถ้าคุณพ่อคุณแม่เกิดห่วงใยความรู้สึกของเพื่อนบ้าน อาจแวะไปบอกว่า “ขอ 7 วันนี้นะคะ ลูกจะกรี๊ดดังหน่อย กำลังปรับพฤติกรรมลูกอยู่” วันรุ่งขึ้นลูกจะกินข้าวเต็มที่ กินนมเต็มที่ นอนเต็มที่ แล้วจะกรี๊ดกับคุณพ่อคุณแม่ให้เสียงดังกว่าเดิมอีก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องหนักแน่นมากกว่าเดิมอีกสักระยะหนึ่ง
เมื่อมองย้อนไป คุณพ่อคุณแม่คงนึกออกว่า ตอนแรกที่ลูกพูดดี ๆ ด้วยสองสามคำแล้วเราไม่ให้ แต่พอลูกกรี๊ด เราจะตอบสนองเขาทันที ต่อมาลูกจึงเรียนรู้ที่จะกรี๊ด เพื่อให้พฤติกรรมกรี๊ดหายไป ดีขึ้น และราบรื่นขึ้น พอเขาคุยอะไรด้วยดี ๆ หรือบอกอะไรด้วยดี ๆ เช่น “คุณแม่ขา หนูขอ…” ต้องรีบหันไปสนใจ หรือรีบให้ก่อนที่จะกรี๊ด ถ้าการให้นั้นสมเหตุสมผล อย่างตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ให้ในตอนแรก พอกรี๊ดหนักแล้วถึงจะให้
ถ้าถามดี ๆ แล้วให้ เด็กจะเรียนรู้ว่าขอดี ๆ แล้วได้ ถ้าขอดี ๆ แล้วไม่ให้ กรี๊ดแล้วถึงได้ เด็กก็จะจำไว้ว่ากรี๊ดแล้วจะได้ เด็กก็จะกรี๊ดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ระหว่างที่เรากำลังเปลี่ยนลูก เราต้องสังเกตด้วยว่า เราไม่ค่อยสังเกตท่าทีดี ๆ ของลูกหรือเปล่า ทันทีที่ลูกถามดี ๆ บอกถี ๆ ให้รีบหันกลับไปชมว่า “คนดีของแม่ บอกแม่ดี ๆ อย่างนี้นี่แหละที่คุณแม่ชอบ คุณแม่ถูกใจ” รีบหยิบยื่นให้เขา ห้อมแก้มแถมอีกทีนึง พฤติกรรมกรี๊ดก็จะค่อย ๆ หายไป
ถ้าลูกค่อนข้างดื้อ ปัญหาเด็กกรี๊ดส่วนใหญ่เกิดจากตัวเด็กเอง เด็กจะมีธรรมชาติพื้นฐานเป็นเด็กที่ยืนยัน หนักแน่น จะเอาอะไรก็ต้องได้ กลุ่มนี้ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมจากคุณพ่อคุณแม่ สาเหตุจากตัวเด็กคือเช่นนี้ แต่สาเหตุจากคุณพ่อคุณแม่ที่ทำให้เด็กกรี๊ดมากที่สุดคือ พ่อแม่ที่ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แปรปรวนไปมา พ่อแม่กลุ่มนี้จะส่งเสริมให้ลูกเกิดพฤติกรรมกรี๊ดหรือไม่น่ารักโดยไม่รู้ตัว
ทุกวันนี้เราพูดคุยกันเสมอว่า จะพูดคุยกับลูกด้วยเหตุด้วยผล ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนลูก เราคิดว่าวิธีการนี้ดีที่สุดแน่นอน แต่อาจมีคุณพ่อคุณแม่อีกกลุ่มหนึ่งว่า “เอ๊ะ สมัยผม พ่อแม่ดุมากเลย อยากได้อะไรก็ไม่เคยได้ ดุผมตลอดเลย แต่ผมก็ได้ดิบได้ดี”
มีงานวิจัยบอกว่า พ่อแม่ที่ดุสม่ำเสมอ เป็นกลุ่มที่มีวินัยเข้นข้นเกินเหตุ ก็สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้ โดยเฉพาะกรณีลูกของเขาเป็นแบบที่ดื้อดึง ยืนยันโดยกำเนิด จะเป็นคู่ที่เกิดมาเพื่อกันและกัน ลูกจะได้ดิบได้ดีพอประมาณ
แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่หันไปใช้วิธีอ่อนโยน นุ่มนวลกับลูก ปรับพฤติกรรมไปเรื่อย ๆ แล้วคอยชมเป็นระยะ ๆ เด็กคนนี้จะได้ดีและมีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงด้วย
กลุ่มที่เลวร้ายที่สุดคือ พ่อแม่เกิดมาแปรปรวนรวนเรทางอารมณ์ตลอดเวลา วันจันทร์พ่อแม่เครียดมาก ลูกขออะไรไม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอวันศุกร์เกิดรู้สึกผิด ลูกอยากได้อะไรให้หมดทุกเรื่อง จันทร์ถึงศุกร์อารมณ์หลากหลาย รับรองได้ว่าพ่อแม่กลุ่มนี้เลี้ยงลูกแล้วจะเป็นดาวกรี๊ด
ที่มา : หนังสือเสริมสร้าง IQ EQ ให้ลูกวัยเรียน
by Lukjeab's Mom in Children Trick
09 May 2007 No Comments
ทำอย่างไร ลูกในช่วง 2-3 ปี เป็นเด็กเอาแต่ใจ
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์
ลูกในช่วงอายุ 2-3 ปี เป็นเด็กเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ถ้าไม่ได้ก็จะร้อง ไม่พอใจก็ต้องกรี๊ด และตีคุณแม่กลับด้วย เป็นเด็กที่รออะไรไม่ค่อยได้
ลูกกรี๊ดหรือร้องไห้ หมออยากเรียนไว้ว่า เรามีคาถาอยู่บทหนึ่ง “อย่ากลัวเสียงร้องของลูก” คุณพ่อคุณแม่หลายท่านพอลูกร้องกรี๊ด ก็มือไม้อ่อน ลูกอยากได้อะไรก็ให้หมดเพราะว่ากลัว พ่อแม่กลัวแล้ว อย่าร้องเลยลูก
วิธีการ นอกจากไม่กลัวเสียงกรี๊ดแล้ว ต้องมองเห็นว่า เสียงกรี๊ดนั้นคือเสียงเรียกร้องของหนูน้อยที่ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้
ถ้าลูกขวบครึ่ง เราก็ยังทำใจยอมรับได้อยู่
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูก 3 1/2 ขวบแล้วก็ยังกรี๊ด หมออยากแสดงมาตรฐานจุดยืนว่า อนุญาตให้กรี๊ดได้อีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ เราต้องรีบจัดการ โดยที่เขากรี๊ดแล้วขว้างของหรือตีคุณแม่ หรือกรี๊ดเฉย ๆ ก็ไม่ต้องสนใจ “หนูอารมณ์ไม่ดี โมโหแบบนี้ คุณแม่ยังไม่คุยด้วย” แล้วเดินออกไป
+ ถ้าเด็กกรี๊ดแล้วดูพอจะมีเหตุผล เช่น เจ็บมาก ก็เข้าไปดูลูกหรือถ้าใครทำอะไรเขาก็เข้าไปจัดการปัญหาตรงนั้น
+ ถ้าเด็กกรี๊ดเอาสนุก เอาชนะพ่อแม่ ให้เฉย ๆ แล้วเดินออกไป “ถ้าหนูหายโมโห หนูหายอารมณ์เสีย คุณแม่จะรอ เดี๋ยวไปกินไอติมกันดีกว่า หรือไปเล่นกันดีกว่า” ถ้าเขาเงียบ “หายโมโหแล้ว ไปเล่นกันดีกว่า” ไม่ต้องไปเท้าความว่าทำไมถึงกรี๊ด ให้เรื่องจบอยู่แค่นั้น
+ ถ้าขว้างของให้หยิบของออกให้พ้นมือ
+ ถ้าทุบตีคนอื่น จับมือให้แน่น ๆ อย่าให้เขาทำ ถ้าทำอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย เด็กดิ้นทุรนทุราย อาจจะต้องโอบให้แน่น ๆ รัดไว้แน่น ๆ ไม่ต้องตอบโต้ ไม่ต้องตีคืน
เด็กกรี๊ดแล้วไม่ได้ดังใจ จะเกิดอะไรขึ้น เด็กจะยิ่งกรี๊ดดังกว่าเดิม จนกระทั่งเหนื่อย อาจจะร้องไห้จนหลับไป คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าไปเสียใจ อาจหลบไปร้องไห้คู่ขนานก็ได้ แต่มีผนังกั้นอย่าให้ลุกเห็น อย่าเพิ่งดีใจว่าลูกจะหายจากกรี๊ดนะคะ เพราะวันรุ่งขึ้นเด็กจะกรี๊ดอีกรอบ
เด็กจะเข้านอนพร้อมกับความรู้สึกว่าพรุ่งนี้เอาใหม่ เอาให้ดังกว่าเดิม ถ้าคุณพ่อคุณแม่เกิดห่วงใยความรู้สึกของเพื่อนบ้าน อาจแวะไปบอกว่า “ขอ 7 วันนี้นะคะ ลูกจะกรี๊ดดังหน่อย กำลังปรับพฤติกรรมลูกอยู่” วันรุ่งขึ้นลูกจะกินข้าวเต็มที่ กินนมเต็มที่ นอนเต็มที่ แล้วจะกรี๊ดกับคุณพ่อคุณแม่ให้เสียงดังกว่าเดิมอีก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องหนักแน่นมากกว่าเดิมอีกสักระยะหนึ่ง
เมื่อมองย้อนไป คุณพ่อคุณแม่คงนึกออกว่า ตอนแรกที่ลูกพูดดี ๆ ด้วยสองสามคำแล้วเราไม่ให้ แต่พอลูกกรี๊ด เราจะตอบสนองเขาทันที ต่อมาลูกจึงเรียนรู้ที่จะกรี๊ด เพื่อให้พฤติกรรมกรี๊ดหายไป ดีขึ้น และราบรื่นขึ้น พอเขาคุยอะไรด้วยดี ๆ หรือบอกอะไรด้วยดี ๆ เช่น “คุณแม่ขา หนูขอ…” ต้องรีบหันไปสนใจ หรือรีบให้ก่อนที่จะกรี๊ด ถ้าการให้นั้นสมเหตุสมผล อย่างตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ให้ในตอนแรก พอกรี๊ดหนักแล้วถึงจะให้
ถ้าถามดี ๆ แล้วให้ เด็กจะเรียนรู้ว่าขอดี ๆ แล้วได้ ถ้าขอดี ๆ แล้วไม่ให้ กรี๊ดแล้วถึงได้ เด็กก็จะจำไว้ว่ากรี๊ดแล้วจะได้ เด็กก็จะกรี๊ดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ระหว่างที่เรากำลังเปลี่ยนลูก เราต้องสังเกตด้วยว่า เราไม่ค่อยสังเกตท่าทีดี ๆ ของลูกหรือเปล่า ทันทีที่ลูกถามดี ๆ บอกถี ๆ ให้รีบหันกลับไปชมว่า “คนดีของแม่ บอกแม่ดี ๆ อย่างนี้นี่แหละที่คุณแม่ชอบ คุณแม่ถูกใจ” รีบหยิบยื่นให้เขา ห้อมแก้มแถมอีกทีนึง พฤติกรรมกรี๊ดก็จะค่อย ๆ หายไป
ถ้าลูกค่อนข้างดื้อ ปัญหาเด็กกรี๊ดส่วนใหญ่เกิดจากตัวเด็กเอง เด็กจะมีธรรมชาติพื้นฐานเป็นเด็กที่ยืนยัน หนักแน่น จะเอาอะไรก็ต้องได้ กลุ่มนี้ต้องอาศัยการปรับพฤติกรรมจากคุณพ่อคุณแม่ สาเหตุจากตัวเด็กคือเช่นนี้ แต่สาเหตุจากคุณพ่อคุณแม่ที่ทำให้เด็กกรี๊ดมากที่สุดคือ พ่อแม่ที่ไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แปรปรวนไปมา พ่อแม่กลุ่มนี้จะส่งเสริมให้ลูกเกิดพฤติกรรมกรี๊ดหรือไม่น่ารักโดยไม่รู้ตัว
ทุกวันนี้เราพูดคุยกันเสมอว่า จะพูดคุยกับลูกด้วยเหตุด้วยผล ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนลูก เราคิดว่าวิธีการนี้ดีที่สุดแน่นอน แต่อาจมีคุณพ่อคุณแม่อีกกลุ่มหนึ่งว่า “เอ๊ะ สมัยผม พ่อแม่ดุมากเลย อยากได้อะไรก็ไม่เคยได้ ดุผมตลอดเลย แต่ผมก็ได้ดิบได้ดี”
มีงานวิจัยบอกว่า พ่อแม่ที่ดุสม่ำเสมอ เป็นกลุ่มที่มีวินัยเข้นข้นเกินเหตุ ก็สามารถเลี้ยงลูกให้ดีได้ โดยเฉพาะกรณีลูกของเขาเป็นแบบที่ดื้อดึง ยืนยันโดยกำเนิด จะเป็นคู่ที่เกิดมาเพื่อกันและกัน ลูกจะได้ดิบได้ดีพอประมาณ
แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่หันไปใช้วิธีอ่อนโยน นุ่มนวลกับลูก ปรับพฤติกรรมไปเรื่อย ๆ แล้วคอยชมเป็นระยะ ๆ เด็กคนนี้จะได้ดีและมีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงด้วย
กลุ่มที่เลวร้ายที่สุดคือ พ่อแม่เกิดมาแปรปรวนรวนเรทางอารมณ์ตลอดเวลา วันจันทร์พ่อแม่เครียดมาก ลูกขออะไรไม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอวันศุกร์เกิดรู้สึกผิด ลูกอยากได้อะไรให้หมดทุกเรื่อง จันทร์ถึงศุกร์อารมณ์หลากหลาย รับรองได้ว่าพ่อแม่กลุ่มนี้เลี้ยงลูกแล้วจะเป็นดาวกรี๊ด
ที่มา : หนังสือเสริมสร้าง IQ EQ ให้ลูกวัยเรียน
by Lukjeab's Mom in Children Trick