ระมัดระวังน้ำเสียงของเรา

เด็กนั้นฉลาดและอ่อนไหวมาก เขาจะเข้าใจน้ำเสียงของเราว่าเราดุแสดงอำนาจหรือเย้ยหยัน หรือเราเอาจริงกับเขาแค่ไหน

ขณะที่เราพูดกับลูก ๆ นั้น เด็กเขามักจะฟังน้ำเสียงของเรายิ่งกว่าคำพูดของเราเสียอีก จะมีประโยชน์มากที่เราฟังเสียงตัวเราเองบ้าง บางครั้งถ้าเราอยู่ที่ร้านค้า ที่สวนสาธารณะ หรือที่ซึ่งมีพ่อแม่และลูก ๆ อยู่รวมกัน ลองสังเกตฟังนำเสียงของการพูดของผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่มักจะไม่พูดกับเด็กด้วยน้ำเสียงอย่างเดียวกับที่พูดกับผู้ใหญ่ด้วยกัน พอกลับถึงบ้านเราลองสังเกตน้ำเสียงของเราเองดูบ้าง เราทำเสียงอย่างไร ลูกเราได้ยินเราพูดกับเขาอย่างไร

มีบ่อยครั้งที่ตัวเราเองไปกระตุ้นความประพฤติไม่ดีของเด็ก เพราะน้ำเสียงของเรานี่เอง

น้องเบียร์บอกว่าจะออกไปรดน้ำสนาม
“โอ ไม่ได้หรอกลูก อย่าไปทำเลยพ่อหนูน้อย” คุณแม่พูดเสียงหนักแน่น
“อยู่ในบ้านนี่แหละ อย่าออกไปเชียวนะ” น้องเบียร์มองดูตาคุณแม่อยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เผ่นออกไป อีกประเดี๋ยวหนึ่งคุณแม่ได้ยินเสียงน้ำไหลซู่ ๆ น้องเบียร์กำลังรดน้ำที่สนาม
น้ำเสียงของคุณแม่เป็นคำสั่งที่แสดงอำนาจ แสดงความตั้งใจที่เด็ดขาดของคุณแม่ ไปยั่วยุให้เกิดการเผชิญอำนาจที่น้องเบียร์เริ่มต้นขึ้น

ที่ร้านค้า คุณแม่พบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งไม่ได้พบกันตั้งแต่น้องมะลิคลอด
“หนูอายุเท่าไหร่แล้วคะ”
“สิบเอ็ดเดือนแล้วค่ะ”
“โย่โอ หนูน้อยน่ารักยิง ๆ”
เพื่อนคุณแม่จี๋ที่ใต้คางน้องมะลิแล้วทำเสียงจุ๊ ๆ ล้อ

การพูดเสียงเด็ก ๆ ล้อเด็ก หรือการพูดภาษาเด็ก ๆ อย่างผู้ใหญ่พูดกับเด็กนั้น เป็นการแสดงความรู้สึกของเราว่าเด็กนั้นต้อยต่ำ เราพูดกับเด็กด้วยกิริยาท่าทางและน้ำเสียงซึ่งเราจะไม่ใช้กับเพื่อนฝูง

ถ้าหากเราหัดสังเกตฟังน้ำเสียงเราเอง เราจะเห็นว่าเราแสดงความไม่เคารพต่อลูกเราอย่างมาก เรามักจะพูดอย่างว่ากล่าวเด็ก หรืออาจแสดงความชื่นชมยินดีที่ไม่จริงใจ หรือแสดงความตื่นเต้นเพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก หรืออาจพูดจาอ่อนหวานอย่างไม่จริงใจเพื่อให้เด็กว่าง่าย

ถ้าเราสังเกตพบข้อผิดพลาดในน้ำเสียงของเราแล้ว เราต้องรีบเปลี่ยนถ้าเราพูดกับลูกเหมือนพูดกับเพื่อนที่มีความเท่าเทียมกันแล้ว เท่ากับเราเปิดประตูแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกของเรา

ที่มา : หนังสือเมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 3