ความร่วมมือคือ การปฏิบัติงานร่วมกัน ทำเพื่อความจำเป็นของสถานการณ์ของส่วนรวม ทุกคนตัดสินใจเองว่าจำเป็นต้องช่วยกันทำ
น้องสาอายุเพียงแปดเดือน จะเปลี่ยนผ้าอ้อมกันทีไรน้องสาทั้งถีบทังเตะ กลิ้งตัวพลิกตัวพัลวันจนคุณแม่แทบจะทำให้ไม่ได้ เกือบทุกครั้ง จนคุณแม่อดไม่ได้เลยเอามือตีก้นเสียหนึ่งเผียะ น้องสาจะร้องไห้สะอึกสะอื้นดูเหมือนว่าเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง ที่เด็กอายุเพียงแปดเดือนรู้จักคิดตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ หาทางที่จะแกล้งให้คุณแม่เหนื่อยและกลุ้มใจได้
เราผู้ใหญ่มักไม่เชื่อว่าเด็กเล็ก ๆ จะฉลาดขนาดนั้น เรามักไม่เชื่อเมื่อมีคนบอกว่าเด็ก ๆ ฉลาด และมักทำกับเด็กเหมือนเขาปัญญาอ่อน พยายามเลี้ยงดูเหมือนดูแลคนโง่ ๆ
แต่ถ้าคุณแม่สังเกตให้ดี ๆ จะทราบว่าคุณลูกตัวเล็กนิดเดียวนี่แหละฉลาดแทบไม่น่าเชื่อ และถึงเวลาแล้วที่คุณแม่ต้องฝึกฝนน้องสาให้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ้าอ้อมของเธอเอง
การที่คุณแม่จะชนะใจลูกให้มาร่วมมือได้นั้น
ประการแรก ต้องทราบเจตนาของลูก แล้วคุณแม่จึงจะทราบว่าต้องทำอย่างไร โดยปราศจากความโกรธเคือง
ประการที่สอง คุรแม่อาจต้องเปลี่ยนแปลงเวลา เช่น การเพิ่มเวลาในการอาบน้ำลูก ซึ่งจะใช้เป็นเวลาในการฝึกลูก
ทุกครั้งที่น้องสาพยายามดิ้นเมื่อคุณแม่แต่งตัวให้ คุณแม่จะยิ้มให้ลูกด้วยความรัก เอามือจับลูกให้นิ่งแล้วพูดว่า “หนูต้องหัดอยู่นิ่ง ๆ นะคะ หนูเป็นเด็กโตแล้ว อยู่นิ่ง ๆ เป็นเด็กน่ารักอย่างนี้นะคะ…”
คุณไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกยังฟังคำพูดไม่ได้ ลูกจะเข้าใจความหมายและแสดงความชื่นชมด้วยการยิ้ม ลูกจะเข้าใจในความชื่นชมของคุณแม่และทำตาม และถ้าคุณแม่แสดงความไม่พอใจเพียงด้วยการขมวดคิ้ว เด็กจะเข้าใจเช่นเดียวกันและจะตอบสนอง เช่น ดิ้นรนยั่วคุณแม่ต่อไปอีก
ถ้าคุณแม่ไม่แสดงความโกรธ เต็มไปด้วยความรักและมั่นคง ลูกจะเข้าใจคุณแม่ คุณแม่จะปล่อยลูกได้เมื่อลูกไม่ดิ้นรนแล้ว แต่ถ้าหากลูกดิ้นอีก คุณแม่ก็จับลูกให้นิ่งใหม่ แต่อย่าลืมยิ้มและพูดปลอบโยน วิธีนี้เองเป็นการฝึกฝนลูกให้ร่วมมือ
คุณแม่กับน้องเอ็มอายุห้าขวบ กำลังจะขับรถไปรับคุณพ่อที่สถานีรถไฟ วันนั้นอากาศหนาวเย็นแต่น้องเอ็มกลับหมุนกระจกหน้าต่างรถลง
คุณแม่บอกลูกชายว่า “เราจะไปกันเมื่อลูกหมุนกระจกรถขึ้น”
น้องเอ็มทำเป็นเฉย คุณแม่ก็นั่งเฉยเหมือนกัน น้องเอ็มพูดว่า “หนูจะหมุนกระจกขึ้นเมื่อคุณแม่สตาร์ทรถ” คุณแม่ไม่พูดอะไรยังคงนั่งนิ่ง
ลูกชายพูดว่า “เอาล่ะครับหนูจะหมุนกระจกขึ้นเมื่อคุณแม่เอากุญแจรถใส่” คุณแม่ยังคงนั่งนิ่งไม่พูดอะไร ท่าทางของคุณแม่เหมือนกำลังคิดอะไรอย่างอื่น
ในที่สุด ลูกชายหมุนกระจกขึ้น คุณแม่สตาร์ทรถ หันมายิ้มแย้มกับลูกชาย พลางพูดว่า “อากาศข้างนอกเย็ฯมากนะ ทั้ง ๆ ที่แดดจ้า”
คุณแม่จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำสั่ง “หมุนกระจกรถขึ้นเดี๋ยวนี้” ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการลองพลังอำนาจกัน
คุณแม่บอกเพียงว่าเธอจะทำอะไรในสถานการณ์อะไรโดยไม่แสดงความโกรธเคือง ขณะที่น้องเอ็มพยายามยั่วคุณแม่ให้ทำตามที่เขาต้องการ แม้ครึ่งหนึ่งก็ยังดี
คุณแม่ก็ยังคงนั่งนิ่งคอย เมื่อลูกชายยินยอมทำตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่คุณแม่ต้องการ คุณแม่จะน้อรับด้วยการยิ้มแย้มและชี้ชวนความสนใจของลูกอย่างมีไมตรี การที่น้องเอ็มให้ความร่วมมือกับคุณแม่โดยเร็วก็เพราะเขามีความเคารพต่อความมั่นคงของคุณแม่อยู่แล้ว
สมัยนี้เราไม่สามารถสั่งเด็กว่า “เธอต้องร่วมมือกับฉัน” หรือพูดว่า “ทำตามที่ฉันสั่งให้ทำ” เราจะเป็นจะต้องเอาชนะใจให้เด็กให้ความร่วมมือกับเรา
ที่มา : หนังสือ เมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 2
21 May 2007 No Comments
เอาชนะใจให้ลูกร่วมมือด้วย
ความร่วมมือคือ การปฏิบัติงานร่วมกัน ทำเพื่อความจำเป็นของสถานการณ์ของส่วนรวม ทุกคนตัดสินใจเองว่าจำเป็นต้องช่วยกันทำ
น้องสาอายุเพียงแปดเดือน จะเปลี่ยนผ้าอ้อมกันทีไรน้องสาทั้งถีบทังเตะ กลิ้งตัวพลิกตัวพัลวันจนคุณแม่แทบจะทำให้ไม่ได้ เกือบทุกครั้ง จนคุณแม่อดไม่ได้เลยเอามือตีก้นเสียหนึ่งเผียะ น้องสาจะร้องไห้สะอึกสะอื้นดูเหมือนว่าเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง ที่เด็กอายุเพียงแปดเดือนรู้จักคิดตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ หาทางที่จะแกล้งให้คุณแม่เหนื่อยและกลุ้มใจได้
เราผู้ใหญ่มักไม่เชื่อว่าเด็กเล็ก ๆ จะฉลาดขนาดนั้น เรามักไม่เชื่อเมื่อมีคนบอกว่าเด็ก ๆ ฉลาด และมักทำกับเด็กเหมือนเขาปัญญาอ่อน พยายามเลี้ยงดูเหมือนดูแลคนโง่ ๆ
แต่ถ้าคุณแม่สังเกตให้ดี ๆ จะทราบว่าคุณลูกตัวเล็กนิดเดียวนี่แหละฉลาดแทบไม่น่าเชื่อ และถึงเวลาแล้วที่คุณแม่ต้องฝึกฝนน้องสาให้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ้าอ้อมของเธอเอง
การที่คุณแม่จะชนะใจลูกให้มาร่วมมือได้นั้น
ประการแรก ต้องทราบเจตนาของลูก แล้วคุณแม่จึงจะทราบว่าต้องทำอย่างไร โดยปราศจากความโกรธเคือง
ประการที่สอง คุรแม่อาจต้องเปลี่ยนแปลงเวลา เช่น การเพิ่มเวลาในการอาบน้ำลูก ซึ่งจะใช้เป็นเวลาในการฝึกลูก
ทุกครั้งที่น้องสาพยายามดิ้นเมื่อคุณแม่แต่งตัวให้ คุณแม่จะยิ้มให้ลูกด้วยความรัก เอามือจับลูกให้นิ่งแล้วพูดว่า “หนูต้องหัดอยู่นิ่ง ๆ นะคะ หนูเป็นเด็กโตแล้ว อยู่นิ่ง ๆ เป็นเด็กน่ารักอย่างนี้นะคะ…”
คุณไม่ต้องเป็นห่วงว่าลูกยังฟังคำพูดไม่ได้ ลูกจะเข้าใจความหมายและแสดงความชื่นชมด้วยการยิ้ม ลูกจะเข้าใจในความชื่นชมของคุณแม่และทำตาม และถ้าคุณแม่แสดงความไม่พอใจเพียงด้วยการขมวดคิ้ว เด็กจะเข้าใจเช่นเดียวกันและจะตอบสนอง เช่น ดิ้นรนยั่วคุณแม่ต่อไปอีก
ถ้าคุณแม่ไม่แสดงความโกรธ เต็มไปด้วยความรักและมั่นคง ลูกจะเข้าใจคุณแม่ คุณแม่จะปล่อยลูกได้เมื่อลูกไม่ดิ้นรนแล้ว แต่ถ้าหากลูกดิ้นอีก คุณแม่ก็จับลูกให้นิ่งใหม่ แต่อย่าลืมยิ้มและพูดปลอบโยน วิธีนี้เองเป็นการฝึกฝนลูกให้ร่วมมือ
คุณแม่กับน้องเอ็มอายุห้าขวบ กำลังจะขับรถไปรับคุณพ่อที่สถานีรถไฟ วันนั้นอากาศหนาวเย็นแต่น้องเอ็มกลับหมุนกระจกหน้าต่างรถลง
คุณแม่บอกลูกชายว่า “เราจะไปกันเมื่อลูกหมุนกระจกรถขึ้น”
น้องเอ็มทำเป็นเฉย คุณแม่ก็นั่งเฉยเหมือนกัน น้องเอ็มพูดว่า “หนูจะหมุนกระจกขึ้นเมื่อคุณแม่สตาร์ทรถ” คุณแม่ไม่พูดอะไรยังคงนั่งนิ่ง
ลูกชายพูดว่า “เอาล่ะครับหนูจะหมุนกระจกขึ้นเมื่อคุณแม่เอากุญแจรถใส่” คุณแม่ยังคงนั่งนิ่งไม่พูดอะไร ท่าทางของคุณแม่เหมือนกำลังคิดอะไรอย่างอื่น
ในที่สุด ลูกชายหมุนกระจกขึ้น คุณแม่สตาร์ทรถ หันมายิ้มแย้มกับลูกชาย พลางพูดว่า “อากาศข้างนอกเย็ฯมากนะ ทั้ง ๆ ที่แดดจ้า”
คุณแม่จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำสั่ง “หมุนกระจกรถขึ้นเดี๋ยวนี้” ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการลองพลังอำนาจกัน
คุณแม่บอกเพียงว่าเธอจะทำอะไรในสถานการณ์อะไรโดยไม่แสดงความโกรธเคือง ขณะที่น้องเอ็มพยายามยั่วคุณแม่ให้ทำตามที่เขาต้องการ แม้ครึ่งหนึ่งก็ยังดี
คุณแม่ก็ยังคงนั่งนิ่งคอย เมื่อลูกชายยินยอมทำตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่คุณแม่ต้องการ คุณแม่จะน้อรับด้วยการยิ้มแย้มและชี้ชวนความสนใจของลูกอย่างมีไมตรี การที่น้องเอ็มให้ความร่วมมือกับคุณแม่โดยเร็วก็เพราะเขามีความเคารพต่อความมั่นคงของคุณแม่อยู่แล้ว
สมัยนี้เราไม่สามารถสั่งเด็กว่า “เธอต้องร่วมมือกับฉัน” หรือพูดว่า “ทำตามที่ฉันสั่งให้ทำ” เราจะเป็นจะต้องเอาชนะใจให้เด็กให้ความร่วมมือกับเรา
ที่มา : หนังสือ เมื่อลูกท้าทายคุณ เล่ม 2
by Lukjeab's Mom in Children Trick