ดูจากชื่อเรื่องแล้วคงสงสัยว่า เจฟ คือใคร : ) ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ลูกเจี๊ยบ นี่เอง ที่ตอนนี้เรียกชื่อตัวเองได้แล้ว แต่คำว่า เจี๊ยบ มันออกเสียงยากไปซักหน่อย ตอนนี้เลยออกเสียงเป็น “เจฟ” แทนช่วงก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้หัดให้ลูกเจี๊ยบพูดชื่อตัวเองเลย หัดแต่ ถามว่า ใครชื่อลูกเจี๊ยบ ยกมือขึ้น ลูกเจี๊ยบก็จะยกมือขึ้น หลัง ๆ ก็ยกบ้างไม่ยกบ้างแล้วแต่ว่าติดเล่น หรือสนใจอะไรอย่างอื่นอยู่ อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอก ลูกเจี๊ยบ แล้วก็พูดว่า ลูกเจี๊ยบ ๆ พูด ๆ อยู่ได้ซักวัน 2 วัน คราวนี้พอใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอก แล้วถามลูกเจี๊ยบว่า นี่ใคร ลูกเจี๊ยบก็จะยิ้ม ๆ แล้วพยายามทำปาก พูดออกมาเป็น เจฟฟ.. ก็เป็นคำใหม่ที่คราวนี้มีความหมายเป็นชื่อของตัวเอง
ช่วงนี้รู้สึกว่าลูกเจี๊ยบจะเข้าใจคำพูดได้เยอะขึ้นมาก เรื่องพูด ก็เริ่มมีพูดคำสองพยางค์ติดกันได้ ตอนนี้ที่พอจำได้ก็มีคำว่า กาเป๋า(กระเป๋า) ไจจ๋าย(ไฟฉาย) บิมบิม(เครื่องบิน) กก กก(ฝนตก) ส่วนคำพยางค์เดียวก็มีคำใหม่ ๆ ที่คอยสอน ๆ แทรก ๆ พูดซ้ำ ๆ เพิ่มไปช่วงหัวค่ำก่อนนอน

วันเสาร์ที่ผ่านมา ลูกเจี๊ยบก็มีนัดไปฉีกวัคซีน อีสุกอีใส ก็ไปเจอกับหมอคนเดิม แล้วก็เหมือนเดิมคือเริ่มเบะปากตั้งแต่เข้าไปนั่งหน้าคุณหมอ อ้อ เริ่มร้องนิด ๆ แล้วตั้งแต่ไปชั่งน้ำหนัก วัดอุณหภูมิ ตอนนี้ชั่งพร้อมโปโกะหนักปานกลาง รวมแล้วหนัก 10.1 กก.เอง หุ่นดี ๆ จริง ๆ พอหมอเอาหูฟังมาฟังที่ตัวด้านหน้าก็เริ่มร้องแต่ก็ไม่ดังมาก พอหมอเอาหูฟังมาฟังทางด้านหลังก็เริ่มมีการดิ้นเพิ่มด้วย พอตรวจเสร็จต้องให้พ่อลูกเจี๊ยบอุ้มเดินอยู่ในห้องตรวจ คุณแม่ก็คุยกับคุณหมอต่อ แต่ลูกเจี๊ยบก็ยังร้องไม่หยุดจนต้องให้คุณพ่อพาออกไปเดินข้างนอก จึงเงียบลงได้บ้าง
จริง ๆ เรื่องนี้คุณย่าบอกว่า คุณหมอนี่ไม่ค่อยมีเทคนิคหลอกล่อเด็กเลย แม่เองก็เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน เคยฟังที่เพื่อน ๆ แม่ลูกอ่อนเล่าแล้ว ถ้าคุณหมอมีเทคนิคหลอกล่อ คือเล่น ๆ กับเด็กซักหน่อย ลูกเจี๊ยบคงกลัวการไปหาหมอน้อยกว่านี้ แต่ก็ช่างเหอะ คงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

พอแม่คุยกับคุณหมอเสร็จปรึกษาเรื่องอึแข็ง คุณหมอก็ให้ยาระบายที่จะทำให้อึนิ่มลงมาด้วย แล้วแม่ก็ขอยาทาแผลที่ก้นเพิ่มมาอีก พร้อมยาค่าเชื้อเวลามีแผลถลอก (แม่คิดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะช่วงนี้ลูกเจี๊ยบชอบวิ่งมาก ๆ และวิ่งเร็ว แต่คุณย่าก็จะให้ใส่กางเกงขายาวทุกครั้งเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน) คุณหมอก็นัดสำหรับฉีดวัคซีนครั้งต่อไปตอน 2 ขวบ เสร็จจากคุยกับหมอก็ต้องให้ลูกเจี๊ยบมารอที่ห้องฉีดยา ปกติของที่นี่ คนฉีดยาคือพยาบาล ไม่ได้เป็นหมอ (แต่เคยอ่านหลาย ๆ ที่ คุณหมอจะเป็นคนฉีดให้เอง แต่ก็เอาเถอะ ขืนเห็นหน้าหมอมาฉีดยาคงร้องไม่ยอมให้ฉีดแน่ และที่นี่มีหมอประจำอยู่ไม่กี่คน ถ้ามีคนไข้เยอะ คุณหมอตรวจเสร็จแล้วก็จะสามารถตรวจคนต่อไปได้ ไม่ต้องเสียเวลารอเบิกวัคซีน แล้วก็ฉีดยา)
ตอนแรกระหว่างรอ ก็พยายามหลอกล่อให้ลูกเจี๊ยบดูของเลนบนเตียง พอซักพักคุณพยาบาลเดินเข้ามาก็เริ่มสงสัยและมอง ๆ พอพยาบาลบอกให้จับลูกเจี๊ยบนอนลงเท่านั้นแหละ เริ่มร้องหน้าดำหน้าแดง และคราวนี้สงสัยคุณแม่จับลูกเจี๊ยบนอนเร็วไปหน่อยเลยร้องซะนานเลยช่วงก่อนที่พยาบาลจะลงเข็ม พอฉีดเสร็จก็ร้องต่อจนเกือบอ้วก ช่วงมารอจ่ายเงินลูกเจี๊ยบก็ยังร้องงอแงชี้ออกนอกโรงพยาบาลตลอด ก็ต้องคอยอุ้มเดินเล่นไปรอบ ๆ ขากลับให้นอนกินน้ำส้มก็เคลิ้ม ๆ หลับแล้วก็มากินนมนอนต่อที่บ้าน พอตื่น ๆ เวลาเดิน ๆ ซึ่งที่ขายังคงมีพลาสเตอร์ปิดอยู่ ก็จะมีพูดว่า เจ็บ ๆ แล้วชี้ไปที่ขาด้วย โอ้ ได้คำใหม่อีกแล้ว คงเพราะเวลาฉีดยาเสร็จได้ยินแม่พูดบ่อย ๆ ว่าไม่เจ็บแล้ว ๆ แต่นู๋ยังจำความเจ็บได้นี่นา ว่าแล้วก็พูด เจ็บ ๆ อีก 555

22 Aug 2006 No Comments
เจฟ เจฟ เจ็บ เจ็บ
ดูจากชื่อเรื่องแล้วคงสงสัยว่า เจฟ คือใคร : ) ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ลูกเจี๊ยบ นี่เอง ที่ตอนนี้เรียกชื่อตัวเองได้แล้ว แต่คำว่า เจี๊ยบ มันออกเสียงยากไปซักหน่อย ตอนนี้เลยออกเสียงเป็น “เจฟ” แทนช่วงก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้หัดให้ลูกเจี๊ยบพูดชื่อตัวเองเลย หัดแต่ ถามว่า ใครชื่อลูกเจี๊ยบ ยกมือขึ้น ลูกเจี๊ยบก็จะยกมือขึ้น หลัง ๆ ก็ยกบ้างไม่ยกบ้างแล้วแต่ว่าติดเล่น หรือสนใจอะไรอย่างอื่นอยู่ อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอก ลูกเจี๊ยบ แล้วก็พูดว่า ลูกเจี๊ยบ ๆ พูด ๆ อยู่ได้ซักวัน 2 วัน คราวนี้พอใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอก แล้วถามลูกเจี๊ยบว่า นี่ใคร ลูกเจี๊ยบก็จะยิ้ม ๆ แล้วพยายามทำปาก พูดออกมาเป็น เจฟฟ.. ก็เป็นคำใหม่ที่คราวนี้มีความหมายเป็นชื่อของตัวเอง
ช่วงนี้รู้สึกว่าลูกเจี๊ยบจะเข้าใจคำพูดได้เยอะขึ้นมาก เรื่องพูด ก็เริ่มมีพูดคำสองพยางค์ติดกันได้ ตอนนี้ที่พอจำได้ก็มีคำว่า กาเป๋า(กระเป๋า) ไจจ๋าย(ไฟฉาย) บิมบิม(เครื่องบิน) กก กก(ฝนตก) ส่วนคำพยางค์เดียวก็มีคำใหม่ ๆ ที่คอยสอน ๆ แทรก ๆ พูดซ้ำ ๆ เพิ่มไปช่วงหัวค่ำก่อนนอน
วันเสาร์ที่ผ่านมา ลูกเจี๊ยบก็มีนัดไปฉีกวัคซีน อีสุกอีใส ก็ไปเจอกับหมอคนเดิม แล้วก็เหมือนเดิมคือเริ่มเบะปากตั้งแต่เข้าไปนั่งหน้าคุณหมอ อ้อ เริ่มร้องนิด ๆ แล้วตั้งแต่ไปชั่งน้ำหนัก วัดอุณหภูมิ ตอนนี้ชั่งพร้อมโปโกะหนักปานกลาง รวมแล้วหนัก 10.1 กก.เอง หุ่นดี ๆ จริง ๆ พอหมอเอาหูฟังมาฟังที่ตัวด้านหน้าก็เริ่มร้องแต่ก็ไม่ดังมาก พอหมอเอาหูฟังมาฟังทางด้านหลังก็เริ่มมีการดิ้นเพิ่มด้วย พอตรวจเสร็จต้องให้พ่อลูกเจี๊ยบอุ้มเดินอยู่ในห้องตรวจ คุณแม่ก็คุยกับคุณหมอต่อ แต่ลูกเจี๊ยบก็ยังร้องไม่หยุดจนต้องให้คุณพ่อพาออกไปเดินข้างนอก จึงเงียบลงได้บ้าง
จริง ๆ เรื่องนี้คุณย่าบอกว่า คุณหมอนี่ไม่ค่อยมีเทคนิคหลอกล่อเด็กเลย แม่เองก็เห็นด้วยอยู่เหมือนกัน เคยฟังที่เพื่อน ๆ แม่ลูกอ่อนเล่าแล้ว ถ้าคุณหมอมีเทคนิคหลอกล่อ คือเล่น ๆ กับเด็กซักหน่อย ลูกเจี๊ยบคงกลัวการไปหาหมอน้อยกว่านี้ แต่ก็ช่างเหอะ คงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
พอแม่คุยกับคุณหมอเสร็จปรึกษาเรื่องอึแข็ง คุณหมอก็ให้ยาระบายที่จะทำให้อึนิ่มลงมาด้วย แล้วแม่ก็ขอยาทาแผลที่ก้นเพิ่มมาอีก พร้อมยาค่าเชื้อเวลามีแผลถลอก (แม่คิดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะช่วงนี้ลูกเจี๊ยบชอบวิ่งมาก ๆ และวิ่งเร็ว แต่คุณย่าก็จะให้ใส่กางเกงขายาวทุกครั้งเวลาออกไปเล่นนอกบ้าน) คุณหมอก็นัดสำหรับฉีดวัคซีนครั้งต่อไปตอน 2 ขวบ เสร็จจากคุยกับหมอก็ต้องให้ลูกเจี๊ยบมารอที่ห้องฉีดยา ปกติของที่นี่ คนฉีดยาคือพยาบาล ไม่ได้เป็นหมอ (แต่เคยอ่านหลาย ๆ ที่ คุณหมอจะเป็นคนฉีดให้เอง แต่ก็เอาเถอะ ขืนเห็นหน้าหมอมาฉีดยาคงร้องไม่ยอมให้ฉีดแน่ และที่นี่มีหมอประจำอยู่ไม่กี่คน ถ้ามีคนไข้เยอะ คุณหมอตรวจเสร็จแล้วก็จะสามารถตรวจคนต่อไปได้ ไม่ต้องเสียเวลารอเบิกวัคซีน แล้วก็ฉีดยา)
ตอนแรกระหว่างรอ ก็พยายามหลอกล่อให้ลูกเจี๊ยบดูของเลนบนเตียง พอซักพักคุณพยาบาลเดินเข้ามาก็เริ่มสงสัยและมอง ๆ พอพยาบาลบอกให้จับลูกเจี๊ยบนอนลงเท่านั้นแหละ เริ่มร้องหน้าดำหน้าแดง และคราวนี้สงสัยคุณแม่จับลูกเจี๊ยบนอนเร็วไปหน่อยเลยร้องซะนานเลยช่วงก่อนที่พยาบาลจะลงเข็ม พอฉีดเสร็จก็ร้องต่อจนเกือบอ้วก ช่วงมารอจ่ายเงินลูกเจี๊ยบก็ยังร้องงอแงชี้ออกนอกโรงพยาบาลตลอด ก็ต้องคอยอุ้มเดินเล่นไปรอบ ๆ ขากลับให้นอนกินน้ำส้มก็เคลิ้ม ๆ หลับแล้วก็มากินนมนอนต่อที่บ้าน พอตื่น ๆ เวลาเดิน ๆ ซึ่งที่ขายังคงมีพลาสเตอร์ปิดอยู่ ก็จะมีพูดว่า เจ็บ ๆ แล้วชี้ไปที่ขาด้วย โอ้ ได้คำใหม่อีกแล้ว คงเพราะเวลาฉีดยาเสร็จได้ยินแม่พูดบ่อย ๆ ว่าไม่เจ็บแล้ว ๆ แต่นู๋ยังจำความเจ็บได้นี่นา ว่าแล้วก็พูด เจ็บ ๆ อีก 555
by Lukjeab's Mom in Lukjeab's Diary